ตัวเก็บประจุ วันศุกร์, มี.ค. 2 2012 

ตัวเก็บประจุ

ตัวเก็บประจุ หรือ คาปาซิเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่เก็บพลังงานในสนามไฟฟ้า ที่สร้างขึ้นระหว่างคู่ฉนวน โดยมีค่าประจุไฟฟ้าเท่ากัน แต่มีชนิดของประจุตรงข้ามกัน บางครั้งเรียกตัวเก็บประจุนี้ว่า คอนเดนเซอร์ เป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญในงานอิเล็กทรอนิกส์ และพบได้แทบทุกวงจร ตัวเก็บประจุนั้นประกอบด้วยขั้วไฟฟ้าหรือเพลต 2ขั้วแต่ละขั้วจะเก็บประจุชนิดตรงข้ามกัน ทั้งสองขั้วมีสภาพความจุ และมีฉนวนหรือไดอิเล็กตริกเป็นตัวแยกคั่นกลางประจุนั้นถูกเก็บไว้ที่ผิวหน้าของเพลต โดยมีไดอิเล็กตริกกั้นเอาไว้ เนื่องจากแต่ละเพลตจะเก็บประจุชนิดตรงกันข้าม แต่มีปริมาณเท่ากัน ดังนั้นประจุสุทธิในตัวเก็บประจุ จึงมีค่าเท่ากับ0เสมอ

การเก็ประจุ
การเก็บประจุ คือ การเก็บอิเล็กตรอนไว้ที่แผ่นเพลตของตัวเก็บประจุ เมื่อนำแบตเตอรี่ต่อกับตัวเก็บประจุ อิเล็กตรอนจากขั้วลบของแบตเตอรี่ จะเข้าไปรวมกันที่แผ่นเพลต ทำให้เกิดประจุลบขึ้นและยังส่งสนามไฟฟ้าไป ผลักอิเล็กตรอนของแผ่นเพลตตรงข้าม ซึ่งโดยปกติในแผ่นเพลตจะมี ประจุเป็น บวก และ ลบ ปนกันอยู่ เมื่ออิเล็กตรอนจากแผ่นเพลตนี้ถูก ผลักให้หลุดออกไปแล้วจึงเหลือประจุบวกมากกว่าประจุลบ ยิ่งอิเล็กตรอนถูกผลักออกไปมากเท่าไร แผ่นเพลตนั้นก็จะเป็นบวกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

การคายประจุตัวเก็บประจุที่ถูกประจุแล้วถ้าเรายังไม่นำขั้วตัวเก็บประจุมาต่อกัน อิเล็กตรอนก็ยังคงอยู่ที่แผ่นเพลตแต่ถ้ามีการครบวงจร ระหว่างแผ่นเพลตทั้งสองเมื่อไรอิเล็กตรอนก็จะวิ่งจากแผ่นเพลตทางด้านลบไปครบวงจรที่แผ่นเพลตทางด้านบวกทันที เรียกว่า การคายประจุ

ชนิดของตัวเก็บประจุแบ่งตามวัสดุการใช้งานแบ่งออกได้ 2ชนิด คือ
1.ตัวเก็บประจุชนิดคงที่ตัวเก็บประจุ ชนิดนี้จะมีขั้วบวกและขั้วลบบอก ส่วนใหญ่จะเป็นแบบกลมดังนั้น การนำไปใช้งานจะต้องคำนึงถึงการต่อขั้วให้กับตัวเก็บประจุด้วยจะสังเกตขั้วโดยการ ขั้วไหนที่เป็นขั้วลบจะมีลูกศรชี้ไปที่ขั้วนั้นและในลูกศรจะมีเครื่องหมายลบบอกเอาไว้อย่างชัดเจน มีดังนี้
1.1ตัวเก็บประจุแบบกระดาษ
ตัวเก็บประจุแบบกระดาษ ตัวเก็บประจุแบบกระดาษนำไปใช้งานซึ่งต้องการค่าความต้านทานของฉนวนที่มีค่าสูงและมีเสถียรภาพต่ออุณหภูมิสูงได้ดีมีค่าความจุที่ดีในย่านอุณหภูมิที่กว้าง
1.2ตัวเก็บประจุแบบไมก้า
ตัวเก็บประจุแบบนี้จะมีการเสถียรภาพต่ออุณหภูมิและความถี่ดีมีค่าตัวประกอบการสูญเสียต่ำและสามารถทำงานได้ดีที่ความถี่สูงจะถูกนำมาใช้ในงานหลายอย่างเช่นในวงจะจูนวงจรออสซิสเตอร์วงจรกรองสัญญาณและวงจรขยายความถี่วิทยุกำลังสูงจะไม่มีการผลิตตัวเก็บประจุแบบไมก้าค่าความจุสูงๆออกมาเนื่องจากไมก้ามีราคาแพงจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง
1.3ตัวเก็บประจุแบบเซรามิก
ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก โดยทั่วไปตัวเก็บประจุชนิดนี้มีลักษณะกลมแบน บางครั้งอาจพบแบบสี่เหลี่ยมแบนๆ ส่วนใหญ่ตัวเก็บประจุชนิดนี้ มีค่าน้อยกว่า 1ไมโครฟารัด และเป็นตัวเก็บประจุชนิดที่ไม่มีขั้วและสามารถทนแรงดันได้ประมาณ 50-100โวลต์ ค่าความจุของตัวเก็บประจุชนิดนี้ที่มีใช้กันในปัจจุบันอยู่ในช่วง 1พิโกฟารัดถึง0.1ไมโครฟารัด
1.4ตัวเก็บประจุแบบอิเล็กโทรไลติก
ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลติก ตัวเก็บประจุชนิดนี้ต้องระมัดระวังในการนำไปใช้งานด้วยเพราะมีขั้วที่แน่นอนพิมพ์ติดไว้ด้านข้างตัวถังอยู่แล้วถ้าป้อนแรงดันให้กับตัวเก็บประจุผิดขั้วอาจเกิดความเสียหายกับตัวมันและอุปกรณ์ที่ประกอบร่วมกันได้ ขั้วของตัวเก็บประจุชนิดนี้สังเกตได้ง่ายเมื่อตอนซื้อมาคือขาที่ยาวจะเป็นขั้วบวกและขาที่สั้นจะเป็นขั้วลบ
1.5ตัวเก็บประจุแบบน้ำมัน
1.6ตัวเก็บประจุแบบโพลีสไตลีน
1.7ตัวเก็บประจุแทนทาลั่ม
ตัวเก็บประจุแบบแทนทาลั่ม จะให้ค่าความจุสูงในขณะที่ตัวถังที่บรรจุมีขนาดเล็กและมีอายุในการเก็บรักษาดีตัวเก็บประจุแบบนี้มีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น ชนิดโซลิตชนิดซินเทอร์สลัก ชนิดฟอลย์ธรรมดา ชนิดเอ็ชฟอยล์ ชนิดเว็ทสลักและชนิดชิป การนำไปใช้งานต่างๆประกอบด้วยวงจรกรองความถี่ต่ำ วงจรส่งผ่านสัญญาณ ชนิดโซลิตนั้นไม่ไวต่ออุณหภูมิและมีคุณสมบัติระหว่างค่าความจุอุณหภูมิต่ำกว่า ตัวเก็บประจุแบบอิเล็กทรอไลติกชนิดใดๆสำหรับงานที่ตัวเก็บประจุแบบแทนทาลั่มไม่เหมาะกับ วงจรตั้งเวลาที่ใช้ RCระบบกระตุ้นหรือวงจรเลื่อนเฟสเนื่องจากตัวเก็บประจุแบบนี้มีคุณสมบัติของการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกสูงซึ่งหมายถึงเมื่อตัวเก็บประจุถูกคายประจุสารไดอิเล็กตริกยังคงมีประจุหลงเหลืออยู่ดังนั้นแม้ว่าตัวเก็บประจุที่มีคุณสมบัติของการดูดกลืนสารไดอิเล็กตริกสูงจะถูกคายประจุจนเป็นศูนษ์แล้วก็ตามตัวเก็บประจุก็ยังคงมีประจุเหลืออยู่เป็นจำนวนมากพอสมควรที่จะทำให้เกิดปัญหาในวงจรตั้งเวลาและวงจรอื่นๆอีกที่เหมือนกัน
1.8ตัวเก็บประจุแบบไมลา
1.9ตัวเก็บประจุแบบไบโพลา
1.10ตัวเก็บประจุแบบโพลีโพรไพลีน
1.11ตัวเก็บประจุแบบกระดาษ
ตัวเก็บประจุแบบกระดาษนั้นการที่จะนำไปใช้งานซึ่งต้องการให้ค่าความต้านทานของฉนวนมีค่าสูงและมีความเสถียรต่ออุณหภูมิสูงได้ดีมีค่าความจุที่ดีในย่านอุณหภูมิที่กว้าง
1.12ตัวเก็บประจุแบบไมก้า
ตัวเก็บประจุแบบนี้ จะมีความเสถียรต่ออุณหภูมิและความถี่ดีมีค่าตัวประกอบการสูญเสียต่ำและสามารถทำงานได้ดีที่ความถี่สูงจะถูกนำมาใช้ในงานหลายอย่างเช่นจูนวงจรออสซิสเตอร์ จูนวงจรกรองสัญญาณ และจูนวงจรขยายความถี่ วิทยุกำลังสูงจะไม่มีการผลิตตัวเก็บประจุแบบไมก้าค่าความจุสูงๆออกมาเนื่องจากตัวเก็บประจุแบบไมก้ามีราคาแพงจึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง
1.13ตัวเก็บประจุแบบเซรามิก
ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก โดยทั่วไปตัวเก็บประจุชนิดนี้มีลักษณะกลมแบนบางครั้งอาจพบแบบสี่เหลี่ยมแบนๆส่วนใหญ่ตัวเก็บประจุชนิดนี้ มีค่าน้อยกว่า1ไมโครฟารัด และเป็นตัวเก็บประจุชนิดที่ไม่มีขั้วและสามารถทนแรงดันได้ประมาณ 50-100โวลต์ค่าความจุของตัวเก็บประจุชนิดเซรามิกที่มีใช้กันในยุคปัจจุบันนี้คือ1พิโกฟารัดถึง 0.1ไมโครฟารัด
1.14ตัวเก็บประจุแบบอิเล็กโทรไลติก
ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลติกตัวเก็บประจุชนิดนี้ต้องระวังในการนำไปใช้งานด้วยเพราะมีขั้วที่แน่นอนพิมพ์ติดไว้ด้านข้างตัวถังอย่างเห็นได้ชัดเจนถ้าป้อนแรงดันให้กับตัวเก็บประจุผิดขั้วอาจเกิดความเสียหายกับตัวมันและอุปกรณ์ที่ต่อรวมกันได้ขั้วของตัวเก็บประจุชนิดนี้สังเกตได้ง่ายๆคือขาที่ยาวจะเป็นขั้วบวกและขาที่สั้นจะเป็นขั้วลบ
1.15ตัวเก็บประจุแบบน้ำมัน
1.16ตัวเก็บประจุแบบโพลีสไตลีน
1.18ตัวเก็บประจุแบบไมลา
1.19ตัวเก็บประจุแบบไบโพลา
1.20ตัวเก็บประจุแบบโพลีโพรไพลีน
2.ตัวเก็บประจุแบบปรับค่าได้
เป็นตัวเก็บประจุชนิดที่ไม่มีค่าคงที่ซึ่งจะมีการนำวัสดุต่างๆมาสร้างขึ้นเป็นตัวเก็บประจุโดยทั่วไปจะมีค่าความจุไม่ค่อยมากนักประมาณไม่เกิน 1ไมโครฟารัด ตัวเก็บประจุชนิดนี้เปลี่ยนค่าความจุได้จึงพบเห็นอยู่ในเครื่องรับวิทยุต่างๆซึ่งเป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุโดยมีแกนหมุนเป็น ตัวเป็บประจุชนิดปรับค่าได้การใช้ตัวเก็บประจุแบบนี้ถ้าต่อแบบอนุกรมกับวงจรเรียกว่า แพดเดอร์ ถ้านำมาต่อขนานกับวงจรเรียกว่า ทริมเมอร์

Advertisements

ทรานซิสเตอร์ วันศุกร์, มี.ค. 2 2012 

ทรานซิสเตอร์

ทรานซิสเตอร์แบ่งได้เป็นสองประเภทคือ ทรานซิสเตอร์แบบรอยต่อคู่และทรานซิสเตอร์แบบสนามไฟฟ้าทรานซิสเตอร์จะมีขาเชื่อมต่อสามจุด อธิบายโดยย่อคือเมื่อมีการปรับเพิ่มแรงดันไฟฟ้าที่ขาหนึ่งจะส่งผลให้ความนำไฟฟ้าระหว่างขาที่เหลือสูงขึ้นอันทำให้สามารถควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าได้ อย่างไรก็ตามการทำงานของทรานซิสเตอร์ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอยู่อย่างมาก ใน วงจรอนาลอก นั้นทรานซิสเตอร์จะถูกใช้ขยายสัญญาณ เช่น สัญญาณเสียง สัญญาณความถี่วิทยุ คุมระดับแรงดัน รวมทั้งเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบสวิชชิ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ทรานซิสเตอร์ยังถูกใช้ในวงจรดิจิตอล เพียงแต่ใช้งานในลักษณะการเปิด-ปิดเท่านั้นวงจรดิจิตอลเหล่านั้นได้แก่ วงจรลอจิกเกต และไมโครโพรเซสเซอร์

ประวัติ
ในปี ค.ศ.1928สิทธิบัตรใบแรกของหลักการทำงานของทรานซิสเตอร์ได้ถูกจดทะเบียนโดย จูเลียส เอ็ดการ์ ลิเลียนฟิลด์ ในประเทศเยอรมนี ต่อมาปีค.ศ.1934นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่อ ดร.ออสการ์ เฮลล์ ได้ขึ้นทะเบียนหลักการทำงานของทรานซิสเตอร์แบบสนามไฟฟ้า และในปีค.ศ.1947นักวิจัยชื่อ จอห์น บาร์ดีน,วอเทอร์ แบลทเทียน,วิลเลียม ช๊อคลีย์ ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างทรานซิสเตอร์ที่เบลแล็บ พร้อมทั้งส่งเข้าสู่สายการผลิตที่เวสเทอร์นอิเล็กทรอนิกส์ ออลเลนทาวน์ รัฐเพนซิลวาเนีย เพียงสองทศวรรษต่อจากนั้น ทรานซิสเตอร์ก็ได้เข้าไปทดแทนเทคโนโลยีหลอดสูญญากาศในของเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิดแล้วยังก่อให้เกิดอุปกรณ์ชนิดใหม่ออกมามากมายเช่น วงจรรวม และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ความสำคัญ
ทรานซิสเตอร์ถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ทรานซิสเตอร์ถือว่าเป็นอุปกรณ์แบบแอ็คทีฟหลักในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ความสำคัญของทรานซิสเตอร์ในทุกวันนี้เกิดจากการที่มันสามารถถูกผลิตขึ้นด้วยกระบวนการอัตโนมัติในจำนวนมากในราคาที่ถูกแม้ว่าทรานซิสเตอร์แบบตัวเดียวหลายล้านตัวยังถูกใช้อยู่แต่ทรานซิสเตอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นบนไมโครชิป หรือเรียกว่าวงจรรวม พร้อมกับไดโอด ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุเพื่อประกอบกันเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ วงจรอนาลอก ดิจิตอล หรือวงจรสัญญาณผสม ถูกสร้างขึ้นบนชิปตัวเดียวกัน ต้นทุนการออกแบบและพัฒนาวงจรรวมที่ซับซ้อนนั้นสูงมากแต่เนื่องจากการผลิตทีละมากๆ ในระดับล้านตัวทำให้ราคาต่อหน่วยของวงจรรวมนั้นต่ำ วงจรลอจิกเกต ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ประมาณ 20ตัวในขณะที่ไมโครโพรเซสเซอร์ ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ประมาณ 289ล้านตัว

หลอดสูญญากาศ วันพฤหัส, มี.ค. 1 2012 

หลอดสุญญากาศ

หลอดสุญญากาศ หรือ หลอดอิเล็กตรอน หมายถึงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการขยายสัญญาณหรือทำหน้าที่เป็นสวิตช์ เพื่อสร้างสัญญาณทางไฟฟ้าขึ้นจากการควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนผ่านบริเวณที่มีอากาศ หรือก๊าซเบาบาง ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายการนำไฟฟ้าก็คือ ปรากฏการณ์เทอร์มิออนิค อิมิตชัน ซึ่งอธิบายว่าเมื่อโลหะถูกทำให้ร้อนจนถึงระดับหนึ่งด้วยการป้อนกระแสไฟฟ้าจะทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาที่ผิวของโลหะ เมื่อทำการป้อนศักย์ไฟฟ้าเพื่อดึงดูดอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาอยู่ที่ผิวด้วยขั้วโลหะอีกขั้วหนึ่งที่อยู่ข้างๆ จะทำให้เกิดการไหลของกระแสไฟฟ้าได้ เราเรียกว่าหลอดสุญญากาศที่มีขั้วโลหะเพียงสองขั้วนี้ว่า หลอดไดโอด โดยขั้วที่ให้อิเล็กตรอนเรียกว่า แคโธด และขั้วที่รับอิเล็กตรอนเรียกว่า อาโนด การไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดไดโอดเป็นแบบไม่เป็นเชิงเส้น คือ เมื่อป้อนศักย์ไฟฟ้าบวกให้กับขั้วอาโนดและศักย์ไฟฟ้าลบให้กับขั้วแคโธดจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลตามที่ได้อธิบายผ่านมา แต่เมื่อป้อนศักย์ไฟฟ้ากลับทางคือ จะทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ ซึ่งเป็นผลมาจากอิเล็กตรอนถูกผลักด้วยผลของสนามไฟฟ้า ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้จึงทำให้สามารถนำหลอดไดโอดไปใช้เป็นอุปกรณ์เรียงกระแสได้ต่อมาได้มีการพัฒนาหลอดไดโอดโดยใส่ขั้วโลหะตาข่ายระหว่างอาโนดและแคโธด เรียกว่า กริด ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นส่วนควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าให้ไหลมากน้อยได้ตามศักย์ไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วกริด

ตัวต้านทาน วันพฤหัส, มี.ค. 1 2012 

ตัวต้านทาน

ตัวต้านทาน เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดสองขั้ว ที่สร้างความต่างศักย์ทางไฟฟ้าขึ้นคร่อมขั้วทั้งสอง โดยมีสัดส่วนมากน้อยตามกระแสที่ไหลผ่าน อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์ และปริมาณกระแสไฟฟ้าก็คือ ค่าความต้านทานทางไฟฟ้า หรือค่าความต้านทานหน่วยค่าความต้านทานคือ โอห์ม

ออสซิลโลสโคป วันอังคาร, ก.พ. 28 2012 

ออสซิลโลสโคป

ออสซิลโลสโคปเป็นเครื่องมือวัดทาง อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญอีกชนิดหนี่งที่ใช้ในการวัดแสดงรูปคลื่นสัญญาณออกมาเป็นภาพปรากฎบนจอหลอดภาพให้เห็นได้ เช่น การวัดสัญญาณกระแสไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้าการวัดความถี่ของสัญญาณ การวัดเฟสของสัญญาณและรวมถึงการวัดสัญญาณพัลส์การอ่านค่าแอมพลิจูดของสัญญาณจะเป็น พีค-ทู-พีค

หลักการทำงานของออสซิลโลสโคป
ออสซิสโลสโคปจะใช้หลักการบังคับการบ่ายเบนของลำอิเล็กตรอนภายในหลอดภาพรังสีแคโทดด้วยระบบการบ่ายเบนทางไฟฟ้าสถิต

หน้าที่หลักของออสซิลโลสโคป คือ
1.รับสัญญาณ
2.แสดงภาพของสัญญาณที่รับ
3.วิเคราะห์สัญญาณ

ประโยชน์ของการนำออสซิสโลสโคปไปใช้งาน
1.ใช้วัดแรงดันไฟฟ้าตรงและวัดแรงดันไฟฟ้าสลับและกระแสไฟฟ้าของสัญญาณ
2.ใช้วัดค่าเวลา คาบเวลา และความถี่ของสัญญาณ
3.ใช้วัดผลต่างทางเฟสของสัญญาณ และเปรียบเทียบสัญญาณ 2สัญญาณ
4.ใช้วัดตรวจสอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับความถี่และรูปคลื่นสัญญาณที่ถูกต้อง เช่น การปรับจูนเครื่องรับ-ส่งวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์ วิดีโอ เครื่องเสียง เป็นต้น
5.ใช้ตรวจเช็คคุณสมบัติของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่าดีหรือเสียได้โดยดูจากภาพที่ปรากฎบนจอ
6.นำไปใช้ประกอบร่วมกับอุปกรณ์อื่นเพื่อให้สามาถใช้งานด้านอื่นได้กว้างขวาง

หลักการเกิดภาพบนจอออสซิสโลสโคป
การเกิดรูปสัญญาณที่จอออสซิลโลสโคปอาศัยหลักการทำงานของ 2ภาคดังนี้
1.การบ่ายเบนสัญญาณทางแนวตั้ง
2.การบ่ายเบนสัญญาณทางแนวนอนการป้อนสัญญาณเข้าที่ชุดแผ่นเพลตบ่ายเบนทั้งแนวตั้งและแนวนอนโดยตรงจะต้องมีค่าแรงดันไฟฟ้าที่สูงมาก เพื่อให้ลำอิเล็กตรอนเกิดบ่ายเบนไปถึงหน้าจอที่ฉาบด้วยสารเรืองแสง ดังนั้นถ้ากรณีที่สัญญาณเข้าเป็นแรงดันไฟฟ้าต่ำ ก่อนเข้าแผ่นเพลตบ่ายเบนทั้ง 2ชุด โดยการขยายสัญญาณเสียก่อน เรียกว่าวงจรขยายสัญญาณทางแนวตั้งและวงจรขยายสัญญาณทางแนวนอนจะเห็นการแสกนของรูปคลื่นไซน์ที่ป้อนเข้าทางแนวตั้งและรูปคลื่นฟันเลื่อยเข้าทางแนวนอน ภาพที่จะปรากฎจะเป็นการเริ่มต้นสแกนของจุดลำแสงอิเล็กตรอนที่จอหลอดภาพวิ่งจากซ้ายไปขวา เริ่มจากตำแหน่งศูนย์เหมือนกันจนกระทั่งถึงจุดสูงสุดคือเลข8ของสัญญาณคลื่นไซน์และฟันเลื่อย จากนั้นจุดลำแสงอิเล็กตรอนบนจอจะวิ่งกลับจากตำแหน่งขวาสุด(สูงสุด)มายังซ้ายสุด(ต่ำสุด)ด้วยความเร็วที่สูงมากเราจึงเห็นรูปสัญญาณคลื่นไซน์ปรากฎบนหน้าจอ

โอห์มมิเตอร์ วันจันทร์, ก.พ. 27 2012 

โอห์มมิเตอร์

หลักการของโอห์มมิเตอร์
การวัดความต้านทานเราสามารถทำได้โดยใช้วิธีการวัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวต้านทานซึ่งไม่ทราบค่าและวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ตกคร่อมตัวต้านทานแล้วเราก็จะสามารถหาความต้านทานได้

ชนิดของโอห์มมิเตอร์แบ่งออกเป็น2ประเภทคือ
1.โอห์มมิเตอร์แบบอันดับ
2.โอห์มมิเตอร์แบบขนาน

โอห์มมิเตอร์แบบอันดับ จะประกอบด้วยเครื่องวัดชนิดขดลวดเลื่อนที่ต่ออันดับกับตัวความต้านทานและตัวแบตเตอร์รี่ ในวงจรโอห์มมิเตอร์จะมีค่าความต้านทานจะใช้ในการปรับค่าศูนย์ของโอห์มมิเตอร์ ก็คือ การต่อสายตัวนำให้ลัดวงจร ผลของการปรับค่าศูนย์จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านวงจรมีค่าสูงสุด ซึ่งสามารถปรับค่าความต้านทานจนกระทั่งเข็มมิเตอร์ชี้ค่ากระแสสูงสุดของสเกลก็คือตำแหน่ง “ศูนย์โอห์ม”บนสเกลการปรับค่าศูนย์จะต้องมีการกระทำทุกครั้ง เมื่อจะใช้วัดค่าความต้านทาน เพื่อค่าที่จะได้จากการวัดที่ถูกต้อง

โอห์มมิเตอร์แบบขนาน เป็นวงจรที่ประกอบแบตเตอร์รี่ต่ออันดับกับความต้านทานปรับค่าได้ และขดลวดเคลื่อนที่ของมิเตอร์

แอมป์มิเตอร์ วันอาทิตย์, ก.พ. 26 2012 

แอมป์มิเตอร์

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดกระแสไฟฟ้าซึ่งดัดแปลงจากการนำความต้านทานที่มีค่าน้อยๆ มาต่อขนานเพื่อแบ่งกระแสไม่ให้ไหลผ่านแกลแวนอมิเตอร์มากเกินไปจนทำให้แกลแวนอมิเตอร์พังได้

เมื่อเราต้องการวัดกระแสที่มีค่ามากทำได้ดังนี้
1.นำความต้านทานต่อขนานกับแกลแวนอมิเตอร์
2.ความต้านทานต้องมีค่าน้อยๆ เพื่อให้กระแสมีความต้านทานมากๆ เพื่อช่วยลดกระแสที่จะไหลผ่านแกลแวนอมิเตอร์

คุณสมบัติของแอมมิเตอร์ที่ดี
1.มีความแม่นยำสูงซึ่งเกิดจากความต้านทานน้อยๆมาต่อเพื่อว่าเมื่อนำแอมมิเตอร์ไปต่ออนุกรมในวงจรแล้วจะไม่ทำให้ความต้านทานรวมของวงจรเปลี่ยนแปลงทำให้กระแสที่วัดได้มีความแม่นยำสูงหรือมีความผิดพลาดจากการวัดน้อย
2.มีความไวสูงเมื่อความต้านทานมีค่าน้อยกระแสที่ไหลผ่านจะมีค่ามากทำให้กระแสที่ไหลผ่านแกลแวนอมิเตอร์มีค่าน้อยนั่นคือแอมมิเตอร์ที่ดีจะสามารถตรวจวัดค่ากระแสน้อยได้กล่าวคือถึงแม้วงจรจะมีกระแสไหลน้อยแอมมิเตอร์ก็สามารถวัดค่าได้

มัลติมิเตอร์ วันเสาร์, ก.พ. 25 2012 

มัลติมิเตอร์

มัลติมิเตอร์ ถือว่าเป็นเครื่องมือวัดที่จำเป็นสำหรับงานด้านอิเล็คทรอนิกส์ เพราะว่าเป็นเครื่องวัดที่ใช้ค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าคือ แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือการตรวจซ่อมวงจรต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องวัดค่าเหล่านั้นทั้งสิ้น มัลติมิเตอร์เป็นการรวม โวลต์มิเตอร์ แอมป์มิเตอร์ และ โอห์มมิเตอร์ ไว้ในตัวเดียวกัน และใช้มูฟเมนต์ตัวเดียว จึงเรียก “VOM” (Volt-Ohm-Milliammeter) นอกจากนี้ VOM ยังสามารถนำไปวัดค่าอื่น ๆ ได้อีก เช่น วัดอัตราการขยายกระแสของทรานซิสเตอร์ วัดค่าความดัง ฯลฯ ปัจจุบันมัลติมิเตอร์มีด้วยกัน 2 แบบคือ แบบเข็มชี้ แบบดิจิตอล

มัลติมิเตอร์ทั้ง 2 แบบนี้มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน บางคนชอบแบบเข็มชี้ เพราะว่ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างชัดเจน ต่างกับแบบดิจิตอลซึ่งตัวเลขจะวิ่ง สังเกตค่าตัวเลขที่แน่นอนได้ยาก ยกเว้น ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ บางรุ่นที่สามารถอ่านค่าตัวเลขออกมาได้ทันที สะดวกสบายไม่ต้องคำนึงถึงขั้วมิเตอร์ว่าวัดถูกหรือผิดเพราะว่ามีเครื่องหมาย บอกให้เสร็จ ส่วนแบบแอนาลอกจะมีปัญหาเรื่องนี้ และการไม่เป็นเชิงเส้นของสเกลด้วย

ส่วนประกอบภายนอกของมัลติมิเตอร์แบบเข็ม

1.สกรูปรับเข็มชี้ให้ตรงศูนย์
2.ย่านการวัดต่างๆ
3.ขั้วต่อขั้วบวก (+)ใช้ต่อสายวัดสีแดง
4.ขั้วต่อขั้วลบ (-)ใช้ต่อสายวัดสีดำ
5.ขั้วต่อเอาต์พุตเพื่อวัดความดัง
6.ปุ่มปรับ 0โอห์ม
7.สวิตช์ตัวเลือกย่านการวัด
8.เข็มชี้

ส่วนประกอบที่สำคัญของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

1. จอแสดงผล
2. สวิตซ์เปิด-ปิด
3. สวิตช์เลือกปริมาณที่จะวัดและช่วงการวัด สามารถเลือกการวัดได้ 8 อย่าง ดังนี้
3.1 DCV สำหรับการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสตรง มี 5 ช่วงการวัด
3.2 ACV สำหรับการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสสลับ มี 5 ช่วงการวัด
3.3 DCA สำหรับการวัดปริมาณกระแสตรง มี 3 ช่วงการวัด
3.4 ACA สำหรับการวัดปริมาณกระแสสลับ มี 2 ช่วงการวัด
3.5 สำหรับการวัดความต้านทาน มี 6 ช่วงการวัด
3.6 CX สำหรับการวัดความจุไฟฟ้า มี 5 ช่วงการวัด
3.7 hFE สำหรับการวัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์
3.8 สำหรับตรวจสอบไดโอด
4. ช่องเสียบสายวัดร่วม ใช้เป็นช่องเสียบร่วมสำหรับการวัดทั้งหมด (ยกเว้นการวัด CX และ hFE ไม่ต้องใช้สายวัด)
5. ช่องเสียบสายวัด mA สำหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 0-200 mA
6. ช่องเสียบสายวัด 10A สำหรับวัด DCA และ ACA ที่มีขนาด 200 mA-10A
7. ช่องเสียบสำหรับวัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์
8. ช่องเสียงสำหรับวัดความจุไฟฟ้า
9. ช่องเสียบสายวัด V

การใช้งานโวลต์มิเตอร์ วันเสาร์, ก.พ. 25 2012 

การใช้งานโวลต์มิเตอร์

การใช้โวลต์มิเตอร์

เมื่อพิจารณาถ่านไฟฉายขนาด 1.5 โวลต์ หรือแบตเตอรี่รถยนต์ 12 โวลต์ หมายถึง ถ่านไฟฉายมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 1.5 โวลต์ หรือ แบตเตอรี่รถยนต์มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 12 โวลต์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้า หมายถึง พลังงานไฟฟ้าที่เซลล์ไฟฟ้าจ่ายให้กระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ตลอดวงจรไฟฟ้า การวัดความต่างศักย์ระหว่างจุด 2 จุด ในวงจรไฟฟ้า เรานิยมใช้เครื่องมือที่เรียกว่า โวลต์มิเตอร์ โดยมีหน่วยวัด คือ โวลต์ เมื่อเราต้องการวัดแรงดันระหว่างจุด 2 จุดใดๆ ในวงจรไฟฟ้า เราสามารถทำได้ด้วยการนำโวลต์มิเตอร์ต่อคร่อมระหว่างจุด 2 จุดนั้นๆ เราเรียกการต่อลักษณะนี้ว่าการต่อแบบขนาน

การใช้โวลต์มิเตอร์ก็เช่นเดียวกับแอมมิเตอร์ ซึ่งมี 2 แบบคือ ใช้กับไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้ากระแสสลับ เมื่อต้องการใช้โวลต์มิเตอร์วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่าง จุด 2 จุด ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต้องคำนึงถึงขั้วบวกและขั้วลบด้วย โดยต่อขั้วบวกของโวลต์มิเตอร์เข้ากับขั้วบวกของวงจร และต่อขั้วลบของโวลต์มิเตอร์เข้ากับขั้วลบของวงจร การที่กระแสไฟฟ้าไหลอันเนื่องมาจากความต่างศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่ขั้วของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแต่ละชนิดก็จะไม่เท่ากัน เช่น ถ่านไฟฉายมีความต่างศักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 โวลต์ แบตเตอรี่รถยนต์มีความต่างศักย์ไฟฟ้า 12 โวลต์ ส่วนสายไฟภายในบ้านมีความต่างศักย์ไฟฟ้าประมาณ 220 โวลต์ทั้งนี้ถ้าความต่างศักย์ไฟฟ้ามีค่ามากขึ้นระดับพลังงานไฟฟ้าก็จะมากขึ้นด้วย ซึ่งจะมีผลและเป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

โวลต์มิเตอร์ เครื่องมือวัดไฟฟ้า วันศุกร์, ก.พ. 24 2012 

โวลต์มิเตอร์ เครื่องมือวัดไฟฟ้า

โวลต์มิเตอร์ เครื่องมือวัดไฟฟ้า

โวลต์มิเตอร์ คือ เครื่องมือวัดไฟฟ้า ที่ใช้วัดแรงดันไฟฟ้าระหว่างจุด 2จุด ในวงจรความต้านทานภายในของเครื่องโวลต์มิเตอร์มีค่าสูง วิธีใช ้ต้องต่อขนานกับวงจรเครื่องมือที่ใช้วัดค่าความต่างศักย์ในวงจรไฟฟ้า ค่าที่วัดได้มีหน่วย โวลต์ (V) โวลต์มิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ดัดแปลงมากจากแกลแวนอมิเตอร์ โดยต่อความต้านทาน แบบอนุกรม กับแกลแวนอมิเตอร์ และใช้วัดความต่างศักย์ในวงจรโดยต่อแบบขนานกับวงจรที่ต้องการวัด

โวลต์มิเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้วัดแรงดันไฟฟ้า ระหว่างจุดสองจุด ในวงจร ความจริงแล้วโวลต์มิเตอร์ก็คือแอมมิเตอร์นั่นเอง เพราะขณะวัดแรงดันไฟฟ้าในวงจร หรือแหล่ง จ่ายแรงดันจะต้องมี กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมิเตอร์จึงทำให้เข็มมิเตอร์บ่ายเบนไป และการที่กระแสไฟฟ้าจะไหล ผ่าน เข้าโวลต์มิเตอร์ได้ ก็ต้องมี แรงดันไฟฟ้าป้อนเข้ามา นั่นเองกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้ามีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กระแสไฟฟ้าไหลได้มากน้อยถ้า จ่ายแรงดันไฟฟ้าเข้ามาน้อย กระแสไฟฟ้าไหลน้อย เข็มชี้บ่ายเบนไปน้อยถ้าจ่าย แรงดันไฟฟ้าเข้ามามาก กระแสไฟฟ้าไหลมาก เข็มชี้บ่ายเบนไปมาก การวัด แรงดันไฟฟ้าด้วยโวลต์มิเตอร์

โวลต์มิเตอร์สร้างขึ้นมาเพื่อวัดค่าความแรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายแรงดัน หรือวัดค่าแรงดันไฟฟ้าตกคร่อม ระหว่างจุดสองจุดในวงจร การวัดแรงดันไฟฟ้าด้วย โวลต์มิเตอร์ เหมือนกับการวัดความดันของน้ำในท่อส่ง น้ำด้วยเกจ วัดความดัน โดยต้องต่อท่อเพิ่มจากท่อเดิมไปยังเกจวัดในทำนองเดียวกัน กับการวัดแรงดันไฟฟ้า ใน วงจร ต้องใช้โวลต์มิเตอร์ไปต่อขนานกับจุดวัดในตำแหน่งที่ต้องการวัด เสมอ

หน้าก่อนหน้า